About us
VriTimes
Philippines
Philippine's Best Press Release Distribution Service
press release

/ [ข่าวประชาสัมพันธ์] “DISG” แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นยุคหลังโควิด-19 แต่งตั้ง “คุเระมูระ มาซูโอะ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรี METI ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่

[ข่าวประชาสัมพันธ์] “DISG” แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นยุคหลังโควิด-19 แต่งตั้ง “คุเระมูระ มาซูโอะ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรี METI ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่

DISG
Share
preview

กันยายน 2568 นายคุเระมูระ มาซูโอะ (Mr. Masuo KUREMURA) อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ารับตำแหน่งประธาน (Chairman) ของ DISG (Dialogue for Innovative and Sustainable Growth) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในเชิงกลยุทธ์

ในเดือนเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายความร่วมมือใหม่กับอาเซียน โดยมุ่งเน้น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน 2) การลงทุนด้านดิจิทัลและ AI 3) การสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และ 4) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่านโครงการ Asia Zero Emission Community (AZEC) เพื่อตอกย้ำจุดยืน “การสร้างสรรค์ร่วมกัน” (Co-Creation) โดย DISG ซึ่งมีองค์กรทางเศรษฐกิจจากอาเซียน 13 แห่งเข้าร่วม จะเป็นกลไกหลักในการเร่งสร้างและนำโครงการความร่วมมือเหล่านี้ระหว่างภาครัฐและเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริง

ความเป็นมาของ DISG

DISG ก่อตั้งขึ้นจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นในปี 2563 เพื่อมุ่งสู่การสร้าง Co-Creation โดยเปลี่ยนจากเพียง “แนวคิด” ไปสู่ “การลงมือทำ” แพลตฟอร์มนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการกระชับความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

DISG มุ่งเน้นในสาขาสำคัญ อาทิ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และการยกระดับอุตสาหกรรม โดยทำหน้าที่นำเสนอโครงการความร่วมมือล่าสุด และเป็นเวทีระดมสมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน วิชาการ และภาครัฐ นอกจากนี้ DISG ยังทำงานร่วมกับ 13 องค์กรเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) เพื่อนำปัญหาจากหน้างานจริงเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AEM-METI) ก่อให้เกิดระบบ “Public-Private PDCA Cycle” ที่เชื่อมโยงนโยบายและธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เบื้องหลังนโยบาย "Co-Creation"

ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 ญี่ปุ่นมองอาเซียนเป็นเพียงฐานการผลิต แต่ปัจจุบันอาเซียนได้เติบโตสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง และเข้าสู่ยุคที่การตอบสนองต่อโจทย์สังคมอย่าง ESG และ SDGs เป็นการสร้างมูลค่าร่วมกันระดับโลก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงนิยามความสัมพันธ์ใหม่เป็นการ Co-Creation เพื่อผสานเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเข้ากับพลังการเติบโตของอาเซียน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

4 แนวทางความร่วมมือเพื่ออนาคต

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายความร่วมมือฉบับใหม่กับอาเซียนเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานโดยมี 4 เสาหลักสำคัญเป็นหัวใจหลัก ดังนี้

การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน: ท่ามกลางความขัดแย้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีน โมเดลส่งออกสินค้าราคาถูกผ่านอาเซียนเริ่มเผชิญข้อจำกัด การยกระดับอุตสาหกรรมและการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาตนเองได้จึงเป็นวาระเร่งด่วน โดยญี่ปุ่นมุ่งสนับสนุนอาเซียนสร้างฐานผลิตต้นน้ำ เช่น แร่หายาก (Rare Earths) และโลหะหายาก (Rare Metals) ผ่านการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกับประเทศพันธมิตรการลงทุนดิจิทัลและ AI:แม้การลงทุน "ไฮเปอร์สเกลเลอร์" (ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ) จะขยายตัวต่อเนื่องในอาเซียน แต่การใช้ "Compact LLM" (โมเดลภาษาขนาดกะทัดรัด) ที่ตอบโจทย์สังคมในพื้นที่อาจเหมาะสมมากกว่า ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาทรัพยากรการประมวลผลจากมหาอำนาจเพียงบางแห่ง ญี่ปุ่นจึงนำเสนอทางเลือกผ่านความพร้อมที่ครบวงจร ทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI, การสร้าง LLM และเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้อาเซียนครอบครองทรัพยากรดิจิทัลเป็นของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน:DISG มุ่งดึงภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการกำหนดนโยบายจากรัฐฝ่ายเดียว โดยมีโครงการ "Fast Track Pitch" เป็นกลไกหลักสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) แพลตฟอร์มนี้เปิดพื้นที่ให้บริษัทใหญ่และสตาร์ทอัพญี่ปุ่น ร่วมกับธุรกิจอาเซียนเฟ้นหาโซลูชันแก้ปัญหาสังคมเฉพาะถิ่น ซึ่งเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรมจากการผสานจุดแข็งสองภูมิภาค โดยในปี 2568 ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องในสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่าน AZEC:การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแบบยุโรปไม่สามารถปรับใช้กับเอเชียได้โดยตรง ทั้งนี้อาเซียนเองก็ต้องการ "ความเสถียรด้านพลังงาน" เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความท้าทายจึงอยู่ที่การสมดุลระหว่างความเป็นกลางทางคาร์บอนและความมั่นคงทางพลังงาน ญี่ปุ่นจึงเสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง โดยผสานเทคโนโลยีไฮโดรเจน แอมโมเนีย พลังงานก๊าซ และการประหยัดพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของอาเซียน

ข้อความจาก นายคุเระมูระ มาซูโอะ ประธาน DISG

นายคุเระมูระ มาซูโอะ (Mr. Masuo KUREMURA) ประธานคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น-อาเซียน (DISG) / ผู้อำนวยการบริหาร JETRO สิงคโปร์

เกิดในปี 1976 สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว เริ่มรับราชการที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ในปี 2002 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง METI, ผู้อำนวยการกองทุนอุตสาหกรรม และผู้อำนวยการกองอุตสาหกรรมอากาศยาน อาวุธ และอวกาศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ณ JETRO สิงคโปร์ และเข้ารับตำแหน่งประธาน DISG ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 โดยประจำการ ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก (APAC) พร้อมผลักดันโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ๆผ่านการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน

วิสัยทัศน์และข้อคิดเห็น: “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับกระแส ‘การให้ความสำคัญกับประเทศตนเองก่อน’ มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เติบโตและพัฒนาควบคู่ไปกับโลกผ่านระบบเศรษฐกิจเสรีและกรอบการค้าเสรีที่ยึดตามกฎกติกา (อาทิ CPTPP และ RCEP) มาอย่างยาวนาน การรักษาโครงสร้างการค้าและการลงทุนที่เสรีนี้ไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตของอาเซียนในอนาคต และญี่ปุ่นจะยังคงเป็นผู้นำในการสนับสนุนแนวทางนี้อย่างแน่วแน่

จุดแข็งของญี่ปุ่นคือความน่าเชื่อถือในฐานะ ประเทศที่รักษาคำมั่นสัญญาจนถึงที่สุด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศนั้นๆในระยะยาว ผมเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกับญี่ปุ่นจะสร้างประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทั้งในด้านการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และการแก้ไขปัญหาสังคม มากกว่าเพียงการพิจารณาเรื่องต้นทุนในระยะสั้น

การร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น จะส่งผลโดยตรงต่อการแก้ปัญหาระดับโลกในที่สุด ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้นั้น นอกเหนือจากองค์กรขนาดใหญ่แล้วยังรวมถึงเหล่าสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆด้วย

เราสามารถสร้าง ‘โมเดลทุนนิยมแบบใหม่’ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาสังคมได้โดยการผสานระบบนิเวศสตาร์ทอัพของญี่ปุ่นและอาเซียนเข้าด้วยกัน แทนที่จะพึ่งพาระบบที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพียงอย่างเดียว ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังทางความคิดและเทคโนโลยีจากคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์โมเดลใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกไปด้วยกัน”

ที่ผ่านมา DISG มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่จากนี้ไปเรามีแผนที่จะจัดการประชุมแบบพบปะหารือโดยตรงมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์และนำโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริงให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เปลี่ยนการพูดคุยให้เป็นการกระทำ เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำจริง — เราพร้อมที่จะผลักดันความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนให้ก้าวไปสู่อีกระดับในอนาคต

About DISG
https://ameicc.org/disg/
Contact
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานเลขานุการ DISG อีเมล: disg.secretariat@mediator.co.th
Ready to try VRITIMES?
VRITIMES is a press release distribution platform used by 5,000+ companies. Distribution starts from PHP 1,790 with guaranteed publication in 50 media.